อย่าไปหาหมอดู : ธรรมะ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

อย่าไปหาหมอดู : ธรรมะ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ก็ขอเจริญพรพี่น้องทุกคน อย่าไปหาหมอดู จะทำให้ไขว้เขว
โยมผู้หญิงชอบหาหมอดู
อาตมาขอสมมุตินามแทนชื่อ เป็นหมอดู
ผู้หญิงชอบดูกันนัก ดูเรื่องอะไร
ดูเรื่องแฟนจะไปเจ้าชู้ แฟนจะได้ขั้นไหม จะได้เป็นอธิบดีไหม
เดี๋ยวลูกจะแต่งงาน ต้องไปดูว่าวันได้ เดือนถึงกันไหม
มีโหวงเฮ้งไหม นี่ระวังนะ น่าจะตีความตั้งสติตั้งหลักไว้ก่อนว่า
จิตใจเข้ากันได้ไหม ไฟฟ้าไซเกิ้ลเดียวกันไหม
ไฟแรงสูงแรงต่ำมาผสมกันได้หรือ
มันก็จะเกิดช๊อตกัน เลยก็เลิกกันเลย
ขอฝากคุณแม่ไว้ด้วย ถ้าลูกสาวของเรา ปลุกเสกขึ้นมาดีแล้ว
ได้สามีอย่างไรก็ดีหมด ตรงนี้น่าจะคิดตรงนี้ก่อน
ชอบไปหาหมอดู สะเดาะเคราะห์บ้าง
เวลาเคราะห์ไม่ดีสะเดาะเคราะห์หายเลย

มักง่ายมักได้สร้างเวรสร้างกรรม ต้องยอมรับใช้หนี้ซิ
ยกตัวอย่างโยมไปยืมเงินเขามา
แล้วไปให้คนอื่นใช้แทนได้ไหม ไม่ได้
ทำไมทำอย่างนี้ล่ะ ไม่หันมุมกลับ
หาวิธีคิดบ้างหรือ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำตัว
มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำตัว
สะสมไว้ในอิริยาบถ เวลามีทุกข์มันจะตีออกมาแก้ให้
อันนี้น่าคิด คือ ตัวปัญญา
เราต้องใช้ทั้งสองปัญญา โลกียปัญญา โลกุตตรปัญญา
ให้ลูกเรียนโลกุตตระปัญญา คือ การเจริญสติ

การเจริญสติ มีประโยชน์มากเลยไม่ต้องเสียสตางค์
ท่านทำไมเอาสติไปทิ้งเล่า เอาสติไปทิ้งหมด
แม้แต่สักห้านาทีท่านก็ไม่มีหรือ
สติอย่าเป็นสติปลอม อย่ารู้มากเกินไปนัก
รู้มากกันเยอะ เป็นดอกเตอร์กันเยอะ
แต่รู้จริงหามีไม่ รู้จริงต้องทำ รู้จำต้องท่อง
รู้แจ้งต้องคิดก่อน แล้วค่อยทำ…

ไม่พึ่งตนเอง ไม่ช่วยตนเองเลย ไปพึ่งคนอื่น
ไม่สอนตนเองเลย ไปสอนคนอื่นใช่ไหม
ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง การเจริญกรรมฐานเป็นการช่วยตัวเอง
เป็นการพึ่งตัวเอง เป็นการสอนตัวเองทุกอิริยาบถ ไม่พลาดไม่ผิด
ชีวิตไม่เป็นหมัน อันนี้น่าคิด ขอฝากไว้

ทำบุญแบบคนจน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

ทำบุญแบบคนจน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

ทำบุญแบบคนจน

กราบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกอยากขอคำแนะนำจากหลวงพ่อ คือว่าอย่างนี้เจ้าค่ะ คือว่าจะทำบุญแบบไหน และจะทำบุญด้วยวิธีใด จึงประหยัดที่สุดถูกที่สุด และมีโอกาสได้มรรคผลนิพพานเหมือนๆ กับลูกศิษหลวงพ่อทั้งหลาย ส่วนใหญ่ลูกศิษหลวงพ่อรวย แต่ลูกยังจนอยู่ มีธรรมะที่จะไปนิพพานแบบลูกจนๆ มีบ้างไหมเจ้าคะ?

มี แต่ว่านิพพานจนๆวิมานเล็กๆ ความจริงไม่ต้องลงทุนไปนิพพานนี่

(๑) ตัดโลภะ ความโลภ ไม่อยากได้ทรัพย์สินใครโดยไม่ชอบธรรม ถ้าเขาให้ด้วยความเต็มใจเราเอา เขาไม่ให้แล้วไปไม่สนใจ

(๒) ตัดโทสะ ความโกรธ คือ รักษาศีล ๕ ให้ครบถ้วน

(๓) ตัดโมหะ ความหลง คิดว่าชาตินี้มันต้องตาย เกิดเป็นคนมันต้องตาย เราต้องการนิพพาน แค่นี้แหละไปได้

ตกลงไม่ต้องเสียสักบาทเลย
ไม่ต้องเสียเลย
นี่ธรรมะสำหรับคนจน

ใช่ๆ คนรวยก็ต้องใช้

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
__________
จากหนังสือ “ทุกคนอยากรู้” หน้า ๘๐ พิมพ์คำสอนของหลวงพ่อนี้ โดย คณะบุญสุประวีณ์

คำสอนมรดกธรรม หลวงตามหาบัว

คำสอนมรดกธรรม หลวงตามหาบัว

คำสอนมรดกธรรม
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

“ขันธ์ ๕ เป็นเครื่องใช้ของกิเลส เราต้องเปลี่ยนเอามาเป็นเครื่องมือปราบกิเลส
สังขาร เป็นทั้งสมุทัย(ปรุงแต่งเหตุแห่งทุกข์) เป็นทั้งมรรค (คือเครื่องมือประหัตประหารกิเลส) สัญญาละเอียดกว่าสังขารมาก เป็นเครื่องมือของกิเลส”

#อย่าปล่อยให้กิเลสมาเหยียบพระนิพพานให้จมหายไป และอย่าให้กิเลสสลัดธรรมออกไป เหมือนสาดน้ำใส่หลังหมา หรือหมาโดนฝน มันจะสลัดน้ำออกจากขนของมันทันที และอย่าเอากิเลสมาเป็นอารมณ์


“จงเอาใจเราคืนมาจากกิเลส อย่าปล่อยให้ใจเป็นบัลลังก์หนังหมาเน่า ให้กิเลสนั่งบัญชาการต่อไป
เอาใจของเราเป็นบัลลังก์แก้ว รองรับคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์ ก็จะพบกับอมตธาตุ อมตธรรม”

การถวายข้าวพระพุทธ

การถวายข้าวพระพุทธ

: การถวายข้าวพระพุทธ :
โดยพระอาจารย์เล๋ก วัดท่าขนุน
พระลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

ในงานบุญแต่ละครั้ง จะมีการถวายข้าวพระพุทธก่อน การถวายข้าวพระพุทธบางท่านไปตำหนิว่าเหมือนการเซ่นไหว้ของศาสนาพราหมณ์ แต่ความจริงแล้วเป็นการกระทำตามอย่างพระอานนท์

พระอานนท์ท่านอยู่อุปัฏฐากรับใชัพระพุทธเจ้ามาหลายปี ถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้ว ด้วยความเคยชินท่านก็ไปปัดกวาดเช็ดถูกุฏิ ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ตั้งภัตตาหารเอาไว้
เป็นการกระทำที่แสดงออกซึ่งความเคารพและกตัญญูต่อครูบาอาจารย์

พอมารุ่นหลัง ๆ ครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้จริง ท่านก็สอนให้ยึดในพุทธานุสติ อย่างเช่น การ ถวายข้าว ถวายน้ำ ก็เป็นการถวายเพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า (พุทธานุสติ) โดยตรง ครูบาอาจารย์ท่านจึงแนะนำให้ทำ

พระอาจารย์เล๋ก วัดท่าขนุน

ทีนี้มีปัญหาตรงที่ว่า ถ้าเป็นที่วัด บรรดาทายกมักเลือกอาหารที่ดีที่สุด จัดเป็นสำรับไปถวายพระพุทธเจ้า พอถึงเวลาประเคนภัตตาหารสงฆ์ พระท่านฉัน พระพุทธรูปท่านก็นั่งมองเฉย ๆ ไม่ได้ฉันด้วย พอเสร็จพิธีก็ลา ‘เสสัง มังคะลา ยาจามิ’ ทายกก็คว้าไปซัดเสียเอง

นั่นเป็นของสงฆ์เต็ม ๆ และไม่ใช่ใครอื่น อาตมาเองก็ร่วมมือกับเขามานาน พอดีวันนั้นหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเทศน์เรื่องนี้ ท่านถามว่า…

” ใครกินนรกลงท้องไปแล้วบ้าง…? ”

อาตมายกมือสุดแขนเลย ท่านก็หัวเราะ บอกให้ไปชำระหนี้สงฆ์เสีย ตั้งใจว่าที่เรากินไปคิดเป็นราคาปัจจุบันเท่าไร ก็ทยอยทำบุญใช้หนี้สงฆ์ไป จะได้ไม่ต้องติดหนี้ หรือไม่ใครเป็นเจ้าภาพสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ถ้าเป็นพระปิดทองก็ร่วมกับเขาไป

พระที่จะชำระหนี้สงฆ์ต้องหน้าตัก ๔ ศอกขึ้นไป ถ้าไม่ปิดทองได้แค่เจ้าภาพใหญ่คนเดียว ถ้าปิดทองจะมีเจ้าภาพร่วมกันกี่คนถือว่าชำระหนี้สงฆ์ได้ทั้งหมด

ต้องบอกว่าเป็น พุทโธ อัปปมาโณ คุณของพระพุทธเจ้าประมาณไม่ได้ ทรัพย์สินสิ่งของเท่าไร ก็ไม่สามารถเอามาประเมินเป็นราคา เพื่อจะไปวัดคุณของพุทธเจ้าได้

พระอาจารย์เล๋ก วัดท่าขนุน

ดังนั้น การสร้างพระ…ถ้าปิดทอง…เขาถือว่าต่อให้คุณร่วมมาบาทเดียว ก็ได้อานิสงส์ในการชำระหนี้สงฆ์เหมือนกัน เพียงแต่ว่า อย่า.! ไปทำอีก ถ้าทำอีกก็ติดหนี้ต่อไปอีก

เป็นที่น่าเสียดายที่พระเณรสมัยนี้ไม่ค่อยมีความรู้ ไม่สามารถแนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้แก่ญาติโยมได้ กลายเป็นว่าลงอบายภูมิไปทีละรุ่น ๆ จนกว่าจะมีใครมาบอกความจริงให้หูตาสว่างกันเสียที

เทศน์ ณ บ้านอนุสาวรีย์
วันที่ ๓ พ.ค. ๕๒